เมื่อพูดถึงการพนันในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลายคนมักนึกถึงคาสิโนชายแดนในกัมพูชา เมืองบันเทิงที่สิงคโปร์ หรือรีสอร์ทคาสิโนบนภูเขาที่มาเลเซีย ในขณะที่ประเทศไทยเองยังคงใช้แนวคิด “ห้ามเป็นหลัก อนุญาตบางประเภท” อยู่เป็นส่วนใหญ่ บทความนี้จะพาไปดูว่า การพนันในไทยแตกต่างจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างไร ทั้งในมุมกฎหมาย เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “โอกาส” ที่ไทยสามารถเรียนรู้และต่อยอดจากประสบการณ์ของชาติรอบข้างได้อย่างไร
ภาพรวมการพนันในอาเซียน: ภูมิทัศน์เดียวแต่คนละโมเดล
ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความหลากหลายสูงมากในแง่การจัดการเรื่องการพนัน บางประเทศเลือกจะเปิดเสรีแบบมีกรอบควบคุมเข้มเพื่อดึงนักท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้รัฐ ขณะที่บางประเทศเลือกจะห้ามเกือบทั้งหมดยกเว้นบางรูปแบบที่รัฐเป็นผู้จัดเอง
หากสรุปภาพกว้าง ๆ จะเห็นแนวโน้มดังนี้
- ไทย: ห้ามการพนันเกือบทุกประเภท ยกเว้นสลากกินแบ่งรัฐบาลและการพนันม้าในสนามที่ได้รับอนุญาต
- กัมพูชา ลาว เมียนมา: มีคาสิโนบนพื้นที่เฉพาะ โดยมุ่งเป้านักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวไทยและประเทศเพื่อนบ้าน
- มาเลเซีย: มีรีสอร์ทคาสิโนหลักแห่งเดียว (กลุ่มเก็นติ้ง) ภายใต้กฎหมายและใบอนุญาตที่จำกัด
- สิงคโปร์: เปิดรีสอร์ทคาสิโนขนาดใหญ่ 2 แห่ง ภายใต้กฎหมายที่เข้มงวด และมาตรการป้องกันผลกระทบทางสังคมอย่างละเอียด
- เวียดนาม: มีคาสิโนหลายแห่ง โดยส่วนใหญ่มุ่งเป้านักท่องเที่ยวต่างชาติ และมีโครงการนำร่องให้คนท้องถิ่นเล่นในบางพื้นที่ภายใต้เงื่อนไข
กรอบกฎหมาย: ไทย vs ประเทศเพื่อนบ้าน
ตารางด้านล่างสรุปภาพเปรียบเทียบโครงสร้างทางกฎหมายเกี่ยวกับการพนันในประเทศสำคัญ ๆ รอบประเทศไทย
| ประเทศ | คาสิโนบนบก | สลากกินแบ่งรัฐ | คนท้องถิ่นเล่นคาสิโนได้หรือไม่ | ทิศทางนโยบายหลัก |
|---|---|---|---|---|
| ไทย | ไม่มี (ผิดกฎหมาย) | มี (สลากกินแบ่งรัฐบาล และรูปแบบที่รัฐอนุญาตเป็นกรณีพิเศษ) | ไม่เกี่ยว (ไม่มีคาสิโนถูกกฎหมาย) | ห้ามเป็นหลัก อนุญาตเพียงบางรูปแบบที่รัฐควบคุม |
| กัมพูชา | มีคาสิโนหลายแห่ง โดยเฉพาะตามแนวชายแดน | มีลอตเตอรี่ของรัฐ | โดยหลักมุ่งเป้าต่างชาติ คนท้องถิ่นอาจถูกจำกัดในบางพื้นที่ | ใช้คาสิโนเป็นเครื่องมือดึงดูดการท่องเที่ยวและการลงทุน |
| ลาว | มีคาสิโนและเขตเศรษฐกิจพิเศษบางแห่ง | มีลอตเตอรี่ของรัฐ | มีข้อจำกัด ขึ้นกับพื้นที่และกติกาแต่ละโครงการ | เน้นรายได้จากต่างชาติและโครงการลงทุนขนาดใหญ่ |
| เมียนมา | มีคาสิโนในพื้นที่ชายแดนบางจุด | มีลอตเตอรี่ของรัฐ | ส่วนใหญ่เน้นต่างชาติ คนท้องถิ่นถูกจำกัด | ใช้พื้นที่ชายแดนดึงเม็ดเงินจากนักพนันประเทศเพื่อนบ้าน |
| มาเลเซีย | มีคาสิโนหลัก 1 กลุ่ม (เก็นติ้งไฮแลนด์) | มีลอตเตอรี่ที่ได้รับใบอนุญาตหลายประเภท | คนท้องถิ่นเล่นได้ แต่สังคมมุสลิมจำนวนมากหลีกเลี่ยง | จำกัดจำนวนผู้ประกอบการ เข้มงวดเรื่องใบอนุญาต |
| สิงคโปร์ | มีรีสอร์ทคาสิโน 2 แห่ง (ภายใต้กฎหมายเฉพาะ) | มีหวยของรัฐและตัวแทนที่ได้รับอนุญาต | เล่นได้ แต่มีค่าเข้าและมาตรการจำกัดเพื่อป้องกันปัญหาสังคม | ใช้คาสิโนเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจ ควบคู่กับมาตรการคุ้มครองผู้เล่นเข้มข้น |
| เวียดนาม | มีคาสิโนหลายแห่งในเมืองท่องเที่ยวและเขตเศรษฐกิจพิเศษ | มีลอตเตอรี่ของรัฐ | ส่วนใหญ่จำกัดชาวเวียดนาม ยกเว้นโครงการนำร่องบางแห่งที่มีกติกาเข้มงวด | ค่อย ๆ ผ่อนคลายเพื่อดึงลงทุนและควบคุมตลาดใต้ดิน |
จากตารางจะเห็นว่า ไทยถือเป็นประเทศที่จำกัดการพนันมากที่สุดประเทศหนึ่งในภูมิภาคในขณะที่เพื่อนบ้านส่วนใหญ่เลือกใช้โมเดล “เปิดภายใต้การควบคุม” เพื่อรับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว
ผลกระทบทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว: ใครได้ประโยชน์จากเงินพนันของคนไทย
แม้ในไทยจะมีกฎหมายห้ามเล่นการพนันเกือบทุกประเภท แต่ในความเป็นจริง มีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่เดินทางไปใช้บริการคาสิโนในประเทศเพื่อนบ้านไม่ว่าจะเป็นชายแดนกัมพูชา ลาว เมียนมา หรือบินไปสิงคโปร์และมาเลเซีย นั่นหมายความว่า เม็ดเงินจำนวนมากไหลออกนอกประเทศไปกับระบบที่ต่างชาติออกแบบและจัดเก็บภาษี
ไทย: รายได้หลักจากสลากกินแบ่งรัฐบาล
ปัจจุบัน รายได้จากการพนันที่ถูกกฎหมายในไทยมาจากสลากกินแบ่งรัฐบาลและการพนันม้าแข่งในสนามที่ได้รับอนุญาต ซึ่งเมื่อเทียบกับศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและจำนวนประชากรของไทยแล้ว ถือว่าเป็นสัดส่วนที่ยังมีโอกาสเพิ่มได้อีกมาก หากมีการออกแบบกรอบกฎหมายใหม่ที่เหมาะสม
ข้อดีของสถานการณ์ปัจจุบันคือ ไทยสามารถควบคุมความเสี่ยงด้านสังคมได้ง่ายกว่าเพราะจำนวนรูปแบบการพนันที่ถูกกฎหมายมีจำกัด แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ทำให้
- รายได้ภาษีจากการพนันอยู่ในระดับจำกัด
- ตลาดพนันผิดกฎหมายและการลักลอบยังคงมีอยู่
- เม็ดเงินส่วนหนึ่งไหลออกนอกประเทศไปยังคาสิโนเพื่อนบ้าน
กัมพูชา ลาว เมียนมา: คาสิโนชายแดนที่ดึงดูดลูกค้าชาวไทย
คาสิโนชายแดนในกัมพูชา ลาว และเมียนมา พัฒนาตัวเองให้เป็นศูนย์รวมความบันเทิงครบวงจรทั้งโรงแรม ร้านอาหาร สปา และบริการเสริมอื่น ๆ เพื่อดึงดูดนักพนันจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะชาวไทยที่เดินทางได้สะดวก
ผลคือ
- ประเทศเจ้าบ้านได้รับรายได้จากภาษีคาสิโน การท่องเที่ยว และการจ้างงานในท้องถิ่น
- พื้นที่ชายแดนที่เดิมค่อนข้างเงียบ ได้กลายเป็นเมืองเศรษฐกิจใหม่
- ผู้ประกอบการสามารถลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม เช่น ถนน โรงแรม และโครงการอสังหาริมทรัพย์
ในมุมนี้ ไทยอาจมองเห็นได้ชัดว่าเม็ดเงินและโอกาสทางเศรษฐกิจจำนวนมาก มาจากกำลังซื้อของคนไทยเองแต่กลับไปสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศเพื่อนบ้านแทน
สิงคโปร์และมาเลเซีย: โมเดลรีสอร์ทครบวงจรที่ต่อยอดได้มากกว่า “โต๊ะพนัน”
สิงคโปร์และมาเลเซียเลือกใช้โมเดลที่ต่างจากคาสิโนชายแดน โดยเน้นการสร้างIntegrated Resortหรือรีสอร์ทครบวงจรที่ผสานคาสิโนเข้ากับ
- ศูนย์ประชุมและจัดแสดงสินค้า (MICE)
- สวนสนุกและแหล่งบันเทิงสำหรับครอบครัว
- โรงแรมระดับนานาชาติ
- ห้างสรรพสินค้าและภัตตาคารระดับพรีเมียม
ผลลัพธ์คือ การพนันกลายเป็นเพียงหนึ่งในองค์ประกอบของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงคุณภาพที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มมีกำลังซื้อสูง สร้างรายได้จากหลายช่องทางพร้อมกัน ไม่ใช่แค่จากโต๊ะพนันเพียงอย่างเดียว
เวียดนาม: ค่อย ๆ ผ่อนคลายเพื่อดึงนักลงทุนและควบคุมตลาดใต้ดิน
เวียดนามเริ่มจากการอนุญาตคาสิโนที่มุ่งเป้านักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นหลัก ก่อนจะทดลองอนุญาตให้ชาวเวียดนามบางกลุ่มสามารถเข้าเล่นคาสิโนได้ภายใต้โครงการนำร่องที่มีเงื่อนไข เช่น ต้องมีรายได้ในระดับที่กำหนด และต้องปฏิบัติตามกติกาเข้มงวด
แนวทางนี้สะท้อนว่า รัฐบาลเวียดนามต้องการทั้ง
- ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติในโครงการคาสิโนขนาดใหญ่
- ลดบทบาทของตลาดพนันผิดกฎหมายภายในประเทศ
- ทดสอบมาตรการคุ้มครองผู้เล่นก่อนขยายผล
มุมมองด้านสังคมและการคุ้มครองผู้เล่น
แม้การพนันจะสร้างรายได้จำนวนมาก แต่ทุกประเทศที่เปิดเสรีมากกว่าไทย ต่างก็ให้ความสำคัญกับมาตรการป้องกันผลกระทบเชิงลบไม่ว่าจะเป็นปัญหาหนี้สิน ครอบครัว หรืออาชญากรรม
มาตรการคุ้มครองผู้เล่นในประเทศที่เปิดเสรีมากกว่า
ประเทศอย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย และบางส่วนของเวียดนาม มักใช้เครื่องมือเหล่านี้ควบคู่ไปกับการเปิดให้เล่นพนันได้อย่างถูกกฎหมาย
- การกำหนดอายุขั้นต่ำในการเข้าเล่นคาสิโนอย่างชัดเจน
- ระบบลงทะเบียนผู้เล่นเพื่อติดตามพฤติกรรม และป้องกันการฟอกเงิน
- โครงการ Self-exclusionให้ประชาชนหรือครอบครัวแจ้งห้ามตนเองเข้าเล่นคาสิโนได้
- การจำกัดเวลาและวงเงินสำหรับผู้เล่นสัญชาติท้องถิ่น
- การจัดเก็บค่าธรรมเนียมเข้าใช้บริการสำหรับคนในประเทศ (เช่น สิงคโปร์) เพื่อให้คนทั่วไปคิดทบทวนก่อนเข้าเล่น
- งบประมาณสนับสนุนงานวิจัยและการบำบัดปัญหาการพนันจากส่วนแบ่งภาษีคาสิโน
แม้มาตรการเหล่านี้จะไม่สามารถขจัดปัญหาได้ทั้งหมด แต่ก็ช่วยให้รัฐมองเห็นพฤติกรรมและความเสี่ยงได้ชัดเจนกว่าเทียบกับการปล่อยให้ทุกอย่างอยู่ในตลาดมืดที่ตรวจสอบอะไรแทบไม่ได้เลย
ไทย: โฟกัสที่การห้าม มากกว่าการกำกับดูแลเชิงรุก
ในกรณีของไทย ภาพรวมยังคงเน้นที่การห้ามมากกว่าการวางระบบกำกับดูแลแบบกรอบกติกาเชิงรุก ทำให้
- ผู้เล่นจำนวนมากหันไปใช้บริการตลาดผิดกฎหมายหรือเดินทางไปเล่นต่างประเทศ
- รัฐมีข้อมูลจำกัดเกี่ยวกับพฤติกรรมการพนันของประชาชน
- โอกาสในการใช้ภาษีจากการพนันมาพัฒนาระบบป้องกันและฟื้นฟูปัญหาการพนันยังถูกใช้ไม่เต็มที่
อย่างไรก็ตาม จุดนี้เองกลับกลายเป็นโอกาสสำคัญเพราะไทยสามารถนำบทเรียนจากเพื่อนบ้านมาปรับใช้ เพื่อออกแบบระบบที่ “ชัดกว่าและรัดกุมกว่า” ตั้งแต่ต้น โดยใช้ประสบการณ์ของประเทศที่ลองผิดลองถูกมาแล้วเป็นฐานข้อมูลสำคัญ
โอกาสของไทย หากปรับนโยบายอย่างมียุทธศาสตร์
เมื่อมองรอบตัว จะเห็นว่า ไทยอยู่ท่ามกลางประเทศที่ใช้การพนันอย่างมีกลยุทธ์ในการดึงดูดการท่องเที่ยว การลงทุน และภาษีเข้ารัฐ การรักษาสถานะ “ห้ามเกือบทั้งหมด” แม้จะช่วยลดความเสี่ยงบางด้าน แต่ก็ทำให้ไทยอาจเสียโอกาสสำคัญหลายประการ
1. โอกาสด้านรายได้ภาษีและการลงทุน
หากไทยมีการออกแบบระบบการพนันที่ถูกกฎหมายในบางรูปแบบ ภายใต้กติกาที่ชัดเจนและโปร่งใส อาจเกิดประโยชน์ดังนี้
- รายได้ภาษีเพิ่มขึ้นจากทั้งคาสิโน รีสอร์ท และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง
- ดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติในโครงการขนาดใหญ่ เช่น รีสอร์ทครบวงจร
- ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานการท่องเที่ยวเช่น ศูนย์ประชุม โรงแรมระดับนานาชาติ
- สร้างงานคุณภาพในภาคบริการ การเงิน เทคโนโลยี และการจัดการความเสี่ยง
2. โอกาสในการยกระดับการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ
ไทยมีความได้เปรียบด้านการท่องเที่ยวอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นชายหาด วัฒนธรรม อาหาร หรือการบริการ หากมีการเพิ่มองค์ประกอบด้านความบันเทิงระดับสากลที่ออกแบบอย่างมีชั้นเชิง ไทยสามารถยกระดับตัวเองจาก “จุดหมายยอดนิยม” สู่การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวครบวงจรของภูมิภาคได้ไม่ยาก
โมเดลของสิงคโปร์และมาเลเซียแสดงให้เห็นแล้วว่า เมื่อคาสิโนถูกบูรณาการเป็นเพียงหนึ่งส่วนของรีสอร์ทขนาดใหญ่ เม็ดเงินไม่ได้มาจากการพนันอย่างเดียว แต่ยังมาจาก
- นักท่องเที่ยวกลุ่ม MICE
- งานอีเวนต์และคอนเสิร์ตนานาชาติ
- ครอบครัวและนักท่องเที่ยวทั่วไปที่ไม่ได้เล่นพนัน
3. โอกาสในการควบคุมตลาดผิดกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ
การปล่อยให้ตลาดผิดกฎหมายเติบโต โดยที่รัฐไม่มีกลไกกำกับดูแลที่ชัดเจน ย่อมเสี่ยงต่อ
- มาตรฐานความปลอดภัยของผู้เล่นที่ต่ำ
- การฟอกเงินและอาชญากรรมที่ตรวจสอบได้ยาก
- การรั่วไหลของรายได้โดยไม่มีการจัดเก็บภาษี
ในทางกลับกัน หากไทยออกแบบช่องทางถูกกฎหมายที่มีมาตรฐานจะช่วยให้
- ผู้เล่นจำนวนมากย้ายจากตลาดมืดเข้าสู่ระบบที่ตรวจสอบได้
- รัฐสามารถใช้เทคโนโลยีติดตามและประเมินความเสี่ยงได้ดีขึ้น
- มีฐานภาษีชัดเจนเพื่อนำมาพัฒนาสังคมและโครงการป้องกันปัญหาการพนัน
บทเรียนเชิงนโยบายจากเพื่อนบ้าน
เมื่อเปรียบเทียบโมเดลของประเทศเพื่อนบ้าน จะเห็น “จุดแข็ง” หลายประการที่ไทยสามารถหยิบมาพัฒนาให้เหมาะกับบริบทของตนเองได้
สิงคโปร์: เปิดแบบจำกัด แต่ใช้มาตรการสังคมอย่างจริงจัง
จุดเด่นของสิงคโปร์คือการไม่มองคาสิโนเป็นเพียงแหล่งพนัน แต่เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ในการยกระดับประเทศไปสู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยวและธุรกิจระดับโลก พร้อมกันนั้น สิงคโปร์ยังกล้าดำเนินมาตรการที่เข้มงวดกับคนในประเทศเอง เช่น
- เก็บค่าธรรมเนียมการเข้าใช้คาสิโนจากคนสัญชาติสิงคโปร์
- มีกฎหมายให้ครอบครัวร้องขอห้ามสมาชิกบางคนเข้าใช้คาสิโนได้
- สนับสนุนการวิจัยและการบำบัดปัญหาการพนันจากเงินภาษีคาสิโน
บทเรียนสำคัญคือ หากไทยจะเปิดเสรีบางส่วน จำเป็นต้องออกแบบมาตรการสังคมควบคู่ไปด้วยตั้งแต่วันแรกไม่ใช่คิดทีหลัง
มาเลเซีย: จำกัดจำนวนผู้เล่นหลัก แต่พัฒนาลึกในเชิงคุณภาพ
มาเลเซียเลือกออกใบอนุญาตคาสิโนหลักเพียงรายเดียว แต่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้สูง ทั้งในเชิงท่องเที่ยวและเศรษฐกิจท้องถิ่น นี่เป็นตัวอย่างของแนวทางที่ว่า
- ไม่จำเป็นต้องมีคาสิโนจำนวนมาก
- แต่ควรมีโครงการคุณภาพสูงที่ถูกกำกับดูแลอย่างเข้มงวด
- รัฐสามารถควบคุมความเสี่ยงได้ง่ายกว่า เมื่อผู้เล่นในตลาดมีจำนวนน้อยแต่ชัดเจน
เวียดนาม: เริ่มจากโครงการนำร่องก่อนขยายผล
เวียดนามเลือกใช้แนวทาง “ทดลองก่อน ขยายทีหลัง” ในการอนุญาตให้คนท้องถิ่นเข้าเล่นคาสิโนภายใต้เงื่อนไขเฉพาะ วิธีนี้ช่วยให้รัฐ
- เก็บข้อมูลผลกระทบจริง ในพื้นที่และช่วงเวลาที่จำกัด
- ปรับปรุงกฎหมายและมาตรการต่าง ๆ ตามข้อมูล ไม่ใช่จากสมมติฐาน
- สร้างความเชื่อมั่นแก่สังคมว่า รัฐไม่ได้เปิดเสรีแบบไร้การควบคุม
ไทยเองก็สามารถใช้แนวทางคล้ายกันได้ หากต้องการทดลองโมเดลใหม่ ๆ เช่น โซนรีสอร์ทครบวงจร หรือแพลตฟอร์มการพนันที่ถูกกฎหมายบางประเภท โดยเริ่มจากพื้นที่จำกัดและประเมินผลอย่างรอบด้าน
รูปแบบที่อาจเหมาะกับไทยในระยะยาว
หากมองจากภูมิประเทศ ศักยภาพด้านท่องเที่ยว และความอ่อนไหวทางสังคม ไทยอาจได้ประโยชน์จากแนวทางที่ผสมผสานข้อดีของเพื่อนบ้าน ดังนี้
- โมเดลรีสอร์ทครบวงจรแบบสิงคโปร์และมาเลเซีย ที่ดึงดูดทั้งนักพนันและนักท่องเที่ยวทั่วไป
- การจำกัดจำนวนผู้ประกอบการหลักเพื่อให้ควบคุมได้ง่ายแบบมาเลเซีย
- โครงการนำร่องในพื้นที่เฉพาะเพื่อทดสอบผลกระทบและเก็บข้อมูลเชิงลึก แบบเวียดนาม
- มาตรการคุ้มครองผู้เล่นที่ชัดเจนตั้งแต่กฎหมายฉบับแรก โดยนำมาตรการ Self-exclusion และข้อจำกัดด้านรายได้มาใช้
ทั้งหมดนี้ต้องอยู่บนฐานของความโปร่งใส การบังคับใช้กฎหมายที่จริงจัง และการสื่อสารกับสังคมอย่างตรงไปตรงมาเพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อสร้างรายได้ระยะสั้นเท่านั้น แต่เพื่อบริหารจัดการพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริงในสังคมให้มีประสิทธิภาพกว่าเดิม
สรุป: ไทยควรเรียนรู้อะไรจากประเทศเพื่อนบ้าน
เมื่อเปรียบเทียบกับกัมพูชา ลาว เมียนมา มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม จะเห็นว่า การพนันไม่ได้มีภาพเดียวเสมอไป แต่ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละประเทศเลือกจะออกแบบกติกาและเป้าหมายเชิงนโยบายอย่างไร
สำหรับไทย บทเรียนสำคัญจากประเทศเพื่อนบ้านคือ
- การห้ามอย่างเดียวไม่ได้ทำให้การพนันหายไป แต่ผลักให้ไปอยู่ใต้ดินหรือข้ามพรมแดน
- การเปิดอย่างมีกรอบที่ชัดเจน สามารถสร้างทั้งรายได้ ภาษี การจ้างงาน และข้อมูลเชิงลึกเพื่อใช้กำกับดูแล
- มาตรการคุ้มครองผู้เล่นและการป้องกันผลกระทบเชิงสังคม ต้องถูกออกแบบไปพร้อมกับนโยบายเปิดเสรี
- การเริ่มจากโครงการนำร่อง ในพื้นที่และกรอบเวลาที่จำกัด ช่วยให้ไทยลดความเสี่ยงและตัดสินใจบนข้อมูลจริง
ท้ายที่สุด การเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อให้ไทยต้องเดินตามใคร แต่เพื่อให้เราเห็นตัวเลือกเชิงนโยบายที่เป็นไปได้และสามารถออกแบบแนวทางที่เหมาะสมกับบริบททางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของไทยเองได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น หากจัดการอย่างมียุทธศาสตร์ การพนันอาจไม่ใช่แค่ “ปัญหา” ที่ต้องควบคุม แต่เป็น “โอกาส” ในการยกระดับเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และคุณภาพการกำกับดูแลของประเทศไปพร้อมกันได้อย่างสมดุล